Posted on

หนังใหม่ The Starling เพราะความเจ็บปวดทำให้เราก้าวเดินต่อไป

หนังใหม่ The Starling เพราะความเจ็บปวดทำให้เราก้าวเดินต่อไป ภาพยนตร์ตลกดราม่าจากงานกำกับของธีโอดอร์ เมลฟี ผู้กำกับและเขียนบทมือดีจากหนังอย่าง St. Vincent มนุษย์ลุงวินเซนต์ แก่กาย..แต่ใจเฟี้ยว และ Hidden Figures ทีมเงาอัจฉริยะ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการข้ามผ่านความเจ็บปวดของผู้หญิงที่เพิ่งจะพบเจอกับมรสุมชีวิตที่ทำลายความสัมพันธ์ของเธอกับสามี ก่อนจะต้องเผชิญหน้ากับนกตัวน้อย ๆ ที่คอยมารบกวนจิตใจเธอ

โดยผู้ที่มารับบทนำก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นนักแสดงชั้นนำนำอย่าง เมลิสซา แมคคาร์ธี และ คริส โอดาวด์ จากหนังตลกวายป่วงก๊วนเจ้าสาว Bridesmaids แก๊งค์เพื่อนเจ้าสาว แสบรั่วตัวแม่ ที่มีฉายในเน็ตฟลิกซ์ โดยภาพยนตร์ได้เข้าฉายเป็นครั้งแรกในงานเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโตปี 2021 ก่อนที่เน็ตฟลิกซ์จะซื้อมาฉายสตรีมมิ่ง

สองสามีภรรยา แจ็คและลิลลี่ที่กำลังจะมีอนาคตสดใสกับลูกน้อย ต้องพบกับโศกนาฏกรรมที่ทำให้ทั้งครอบครัวต้องแยกจากกัน ลิลลี่กลายเป็นคนที่ต้องทุกข์ทนภายหลังต้องแยกกับสามีด้วยอาการทางจิต จากความสูญเสียนี้ทำให้ชีวิตของเธอไม่มีความสุขและโหยหาคำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งพยายามเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไปโดยทำเหมือนว่าไม่เคยเจ็บปวด แต่ทว่าเจ้านกเอี้ยงโครงที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ต้นไม้ในสวนได้เข้ามาก่อกวนเธอจนทำให้เธอแทบสติแตก ชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหานำเธอไปพบกับอดีตจิตแพทย์ที่ผันตัวไปเป็นสัตว์แพทย์ ตามคำแนะนำของผู้ดูแลในโรงพยาบาลที่สามีไปบำบัด เลยเกิดเป็นเรื่องราวชวนอบอุ่นหัวใจและแสนวุ่นวายในการหาทางรับมือกับเจ้านกน้อยตัวนี้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็จะได้ค้นพบความเจ็บปวดของตัวเองและความเจ็บปวดที่เก็บซ่อนไว้ที่จะค่อย ๆ ทำให้เธอนั้นสามารถเข้าใจถึงปัญหาและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ที่แตกสลายของเธอกับสามีให้กลับมาบรรจบกันอีกครั้ง

เรื่องเปิดมาอย่างสดใสราวเป็นการทำให้คนดูคาดหวังแล้วว่าหลังจากนี้จะต้องเศร้ามาก ซึ่งก็จริงเพราะเพียงไม่กี่นาทีเราจะเห็นความหน่วงของเนื้อเรื่องผ่านตัวละครหลักที่มีวิธีรับมือกับปัญหาที่ต่างกัน ก่อนที่หนังจะค่อย ๆ เฉลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นและทำไมมันถึงกลายเป็นปมสำคัญของเรื่องราว โดยระหว่างการเล่าเรื่องมันจะมีการตัดสลับระหว่างโทนของความดราม่าชวนน้ำตาซึมเป็นระยะ ๆ พร้อมกับมุกตลกหรือฉากที่ชวนหัวเราะที่ใส่มาตัดอารมณ์ของหนังอย่างลงตัว ชวนให้เราอยากติดตามเรื่องราวนี้ว่าเป็นยังไง และที่ขาดไม่ได้ก็คือการใส่บทของนกเอี้ยงที่เข้ามาเป็นเหมือนอุปสรรคของเรื่องที่ตัวละครต้องคอยปะทะคารมข้ามผ่านมันไป กลายเป็นสงครามน่ารักปนดุเดือดระหว่างคนกับนก แต่ถ้าคาดหวังความฮาก๊ากแบบหาทางกำจัดนกทั้งเรื่องก็คงไม่ใช่ เพราะนกเอี้ยงในเรื่องไม่ได้มีบทบาทสำคัญมากมายอะไร เป็นแค่ตัวกระตุ้นปัญหาให้ตัวละครต่าง ๆ ค่อย ๆ ใช้ชีวิตและปรับทัศนคติใหม่ ก่อนที่หนังจะค่อย ๆ คลายปมอย่างสวยงามและน่าประทับใจจริง ๆ แม้ว่าเรื่องราวจะดูไม่มีอะไรมาก และบทสรุปจะดูง่ายไปหน่อย แต่การเล่าเรื่องที่สนุกและชวนให้ติดตามก็เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ลบข้อเสียข้อนี้ทิ้งไปได้

ตัวละครของเรื่องหลัก ๆ ก็จะมีอยู่สามคนกับหนึ่งตัว ได้แก่ ลิลลี่ หญิงวัยกลางคนที่พยายามทนกับทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่ได้นึกถึงใจตัวเอง และค่อยข้างอารมณ์ฉุนเฉียวและเฝ้าคำนึงกึ่งปล่อยวางถึงเรื่องในอดีตก่อนจะได้มาโคจรกับนกเอี้ยงดำที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของปัญหาในชีวิตที่ยากหาทางเอาออกไป และเปรียบเหมือนชีวิตที่แสนสุขที่ลิลลี่ใฝ่หาแต่ไม่ได้รับ จนทำให้เธอตัดสินใจทำบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงเธอกับเจ้านกตัวน้อยนี้ เธอไม่ได้เป็นเพื่อนหรือศัตรูแบบหนังสัตว์กับคนเป็น แต่เหมือนเป็นคนที่พบเจออุปสรรคในชีวิตและความเจ็บปวดเหมือนกันดีกว่า ในขณะเดียวกัน แจ็ค ก็เป็นผู้ชายธรรมดาที่ไม่สามารถรับมือกับความสูญเสียได้ จนเอาแต่โทษตัวเอง และยังพยายามผลักลิลลี่ออกไป ทำให้เขาเก็บกดและไม่เคยยอมรับชีวิตตัวเอง จมปลักอยู่กับความสูญเสีย และโทษคนอื่นที่มีชีวิตที่ดีกว่าเขา หมอแลร์รี่ สัตวแพทย์สูงวัยที่กลายเป็นจิตแพทย์จำเป็นของลิลลี่ในการปรึกษาปัญหา เขาจะชอบพูดจาเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นและออกแนวไปทางกวนประสาท แต่ลึก ๆ เขาก็มีปมของตัวเองที่แม้จะไม่ได้รับการอธิบายหรือสรุปอย่างชัดเจน ก็ถือเป็นตัวละครสำคัญที่เข้ามาพัวพันกับเจ้านกตัวนี้เช่นกัน ส่วนที่เหลือก็จะเป็นบทสนับสนุนที่ออกมาคอยทำให้เรื่องมีความเป็นคอมเมดี้ ไม่ว่าจะเวลม่า หญิงกลางคนที่มีปัญหาครอบครัว เพื่อนร่วมโรงพยาบาลของแจ็ค เรจิน่า ผู้ดูแลหญิงที่เป็นคนนำพาให้ลิลลี่ได้พบเจอกับหมอแลร์รี่และคอยดูแลแจ็คขณะที่เขายังอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวท ซึ่งทำให้เราได้เห็นคำพูดหรือมุกตลกฮา ๆ จากตัวละครเหล่านี้ไม่ให้ดราม่าจนเกินไป

ประเด็นของเรื่องนี้ ปัญหามันก็เหมือนนกเอี้ยงที่คอยรบกวนสวนหลังบ้านเรา เราไม่รู้วิธีรับมือมัน เราไม่รู้ว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้น เราถึงรู้สึกเจ็บปวดและกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง แต่เราสามารถอยู่ร่วมกับมันและค่อย ๆ ทำให้ชีวิตเราดี แต่ก็ยังเสียใจ ยังโกรธ ยังโมโหต่อสิ่งรอบ ๆ ได้ มันไม่ใช่ความผิดของเราที่เป็นแบบนั้น เพียงแค่ยอมรับตัวเองด้วยความสัตย์จริง ไม่โทษตัวเอง และยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นว่ามันเป็นส่วนหนึ่งชีวิตที่เราต้องรู้จักเข้าใจ ชีวิตของทุกคนมันมีทั้งความสุขและความทุกข์หากเราเลือกที่จะมองมันอย่างเท่าเทียมไม่คาดหวังมากเกินไป เราก็จะไม่รู้สึกมากมาย เราควรโฟกัสหรือให้ความสำคัญกับความรู้สึกของตัวเองเป็นอันดับหนึ่ง เพราะไม่งั้นเราจะไม่สามารถเดินหน้าดูแลใครต่อไปได้หากจิตใจเรานั้นไม่เข้มแข็งพอและไม่อยู่กับร่องกับรอย ตัดสินใจอันชั่ววูบเพียงไม่กี่หนึ่งอึดใจมันสามารถสร้างผลกระทบใหญ่ที่อาจทำให้เรารู้สึกผิดไปตลอดกาล และที่สำคัญเราจะเจ็บปวดมากแค่ไหน ก็ขอแค่อย่ายอมแพ้ ใช้ความเจ็บปวดเป็นแรงบันดาลใจให้อยู่สู้ต่อไป แล้วชีวิตของเรานั้นจะดีกว่าที่เคยเป็นมา มันอาจจะยากลำบาก แต่ถ้าผ่านมันมาได้ มันคุ้มค่ามาก ๆ ที่เราจะมีชีวิตอยู่สู้กับทุกอุปสรรคในชีวิต

ในส่วนของนักแสดงก็คงหนีไม่พ้น เมลิสซา แมคคาร์ธี ที่หลายคนคงเอียนกับภาพยนตร์คอมเมดี้เล่นใหญ่จนได้คำวิจารณ์ในแง่ลบ แต่ในเรื่องนี้เธอสวมบทเป็นหญิงกลางคนที่แต่งตัวมอซ่ออมทุกข์แบบไม่ห่วงลุค การแสดงบทพูดหรือแอ็คติ้งตลกที่เป็นธรรมชาติ ทั้งยังมีเซนส์ของความทรงพลังทางการแสดงที่เธอต้องแบกความเจ็บปวดและเก็บกดไว้ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ต้องระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างสมจริงและสะกดสายตาคนดูด้วยฉากที่เธอร้องไห้แบบไม่ต้องเค้นอารมณ์อย่างรื่นไหล ซึ่งไม่เสียชื่อนักแสดงที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์และได้รางวัลในภาพยนตร์ทริลเลอร์ก่อนหน้าอย่าง Can You Ever Forgive Me? ในขณะที่ คริส โอดาวด์ ที่มาสวมบทสามีอมทุกข์ที่คอยซัพพอร์ทเมลิสซาด้วยอารมณ์ของคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและแสดงออกมาผ่านคำพูดและการกระทำโดยไม่ต้องพยายามแสดงโอเวอร์แอ็คติ้งแต่เรารู้สึกดิ่งไปเขาได้ โดยเฉพาะความพยายามดิ้นรนกับปัญหาที่เกิดขึ้น เควิน ไคลน์ กับบทสัตวแพทย์สูงวัยจอมกวนที่บทมาในแบบมึน ๆ งง ๆ ไม่รู้ว่าจะจริงจังหรือตลกแต่เคมีของมิตรภาพต่างวัยกับเมลิสซาที่แม้จะไม่ได้เข้าฉากด้วยกันมาก แต่ทุกครั้งที่เข้าฉากจะต้องมีอะไรแน่นอน นอกนั้นก็ตัวละครซัพพอร์ทออกมาเป็นตัวตลกอย่างเป็นธรรมชาติ นอกนั้นก็เป็นการถ่ายทำภาพที่ถ่ายออกมาได้สวยโดยเฉพาะฉากวิวทิวทัศน์ มุมระยะห่างจนถึงมุมโฟกัสตัวละคร ในด้านของเพลงประกอบแอบคิดว่ามันเยอะไปหน่อย แทนที่่จะให้เราซึมซับกับตัวละคร เพราะเพลงประกอบมันดีอยู่แล้ว แต่ดันใส่เข้ามาแทบจะทุกฉากของความขยี้อารมณ์ ทำให้เรารู้สึกถึงความพยายามดราม่าจนขาดความเป็นธรรมชาติ ส่วนการถ่ายทำก็ตามมาตรฐานหนังฟอร์มเล็กที่เน้นใช้ภาพกับสัญญะที่บางอันก็เข้าใจ บางอันก็ต้องตีความว่าถูกมั้ย ซึ่งช่วยเสริมอารมณ์ความน่าคิดตาม แม้สุดท้ายมันจะไม่มีอะไรมากเหมือนที่หนังพยายามโฟกัสภาพไปที่ฉากบางฉากจนดูเหมือนจะมีอะไรสำคัญก็เถอะ แถมนกซีจีก็ทำออกมาได้ลอยมากจนแอบตลกมากกว่าอิน

สรุป
The Starling เป็นภาพยนตร์ตลกดราม่าสูตรสำเร็จที่ไม่แปลกใหม่และเป็นไปตามที่คาดหวังไว้ แต่สามารถถ่ายทอดความเจ็บปวดของการเผชิญหน้าความสูญเสียได้อย่างอบอุ่นและเปี่ยมความหวังได้อย่างใช้ได้ น่าติดตาม พร้อมด้วยการแสดงอันทรงพลังของนักแสดงนำ และมุกตลกแนวตลกเจ็บตัวกับเล่นใหญ่ก็ยังใช้ได้ผลและไม่ได้ทำลายความดีงามของภาพยนตร์ลง อีกทั้งยังมีประเด็นมากมายที่ส่งเสริมและพร้อมเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่กำลังหลงทางหรือเผชิญหน้าก้าวเดินต่อไปด้วยความเจ็บปวดแต่ก็ยังมีหวัง คำเตือน ขณะรับชมต้องมีคนคอยแนะนำ เนื่องจากภาพยนตร์นี้มีประเด็นที่อาจกระทบกระเทือนจิตใจอย่าง การฆ่าตัวตายในเรื่องที่แม้จะไม่ชัดเจนแต่ก็ถูกบอกเล่าให้เข้าใจ และบาดแผลจากการถูกทำร้ายโดยนก แม้ข้อเสียก็คือมันจะมีความพยายามบิ๊วความเศร้าใจสลายด้วยเพลงประกอบจนไม่รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ บางฉากก็ดูทำให้อะไรดูดราม่าไปหมดจนดูไม่สมจริงกับเรื่องราวและบทสรุปที่จบลงอย่างง่ายดายแล้ว นี่ก็เป็นหนึ่งในหนังดี ๆ ที่แนะนำให้ดูในช่วงสุดสัปดาห์นี้